หลากมุมมอง!องค์กรใหม่ดับไฟใต้
แนวคิดออกกฎหมายจัดตั้งสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ สบ.ชต. และแนวคิดตั้งเขตปกครองพิเศษในพื้นที่ภาคใต้ยังเป็นที่ถกเถียงในหลายเวทีถึงความเหมาะสม และสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ขณะที่แนวคิดของรัฐบาลที่ต้องการใช้การเมืองนำการทหารนั้น ยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่จากมุมมองของนักวิชาการหลายคน ได้ออกมาแสดงความคิดต่อการจัดตั้ง สบ.ชต. และเขตปกครองพิเศษโดยมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย“ข้อเสนอที่มาจากนักวิชาการ เช่น ตั้งเขตปกครองพิเศษ ผมว่าน่าจะนำมาถกเถียงกัน ถ้าไม่ชอบในมิติการปกครอง ก็น่าพิจารณากรณีของท่านนายกรัฐมนตรีที่พูดว่า จะให้เป็นเขตบริหารพิเศษ ผมว่าถ้าทำให้เป็นจริงได้ก็น่าจะดี คือ ให้ประชาชนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจในการใช้สิทธิ์ของเขา ภูมิใจในศาสนาและภูมิใจในวิถีชีวิตของเขา ใช้กฎหมายของเขา” อ.จรัญ มะลูลีม จากรั้วธรรมศาสตร์ กล่าวมุมมองแนวความคิดของ อ.จรัญ ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับการเร่งรัดการเพื่อบูรณาการงานให้เป็นเอกภาพมากกว่าเดิม“เวลาเกิดเหตุรุนแรงแต่ละครั้ง ทุกส่วนน่าจะได้รับรู้ ได้ช่วยกันแก้ปัญหา แทนที่จะผลักดันให้ฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งแก้ฝ่ายเดียว และการที่มีพรรคมุสลิมมาร่วมด้วยก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ผ่านมาเรามีความคิดจะมีรัฐมนตรีภาคใต้ แต่เอาเข้าจริงคนที่มารับผิดชอบก็เข้าไม่ถึง มีข้อจำกัด มันเหมือนเป็นรูปแบบแต่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน”อ.จรัญ ยังตั้งประเด็นอย่างเห็นภาพอีกว่า ถึงวันนี้แม้จะผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่เวลาเราพูดถึงประเด็นปัญหาภาคใต้ยังเหมือนพายเรือวกไปวนมา ทั้งๆ ที่มีโจทย์หลายข้อน่าสนใจโดยเห็นว่าแนวทางที่เสนอมาสามารถกระทำได้ เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน“ทำไมจะทำไม่ได้ เพราะไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรผมเชื่อว่าประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุข เราสามารถออกแบบให้การบริหารแบบนี้ยังคงอำนาจของรัฐบาลไว้ในเรื่องการต่างประเทศ เรื่องการป้องกันปัญหาความมั่นคง ส่วนเรื่องเงินงบประมาณ คนในพื้นที่น่าจะดูแลกันเองได้ในบางส่วน ลองทำดูแต่เวลาไปพูด คนบอกว่าอย่าไปพูดไกลถึงเขตปกครองพิเศษ แค่ขอเปลี่ยนแปลงองค์กร เพิ่มอะไรบ้าง เท่านี้รัฐก็ยังไม่รับข้อเสนอเต็มที่ ผมว่าต้องช่วยกันแก้ไขและช่วยทำให้เป็นจริง”รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักรัฐศาสตร์จากรั้วธรรมศาสตร์ และในฐานะ “คนมุสลิม” มองการก่อตั้ง สบ.ชต. ว่า“การตั้งองค์กรอย่าง สบ.ชต. คิดว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหา จึงอยากถามว่ายุทธศาสตร์การแก้ปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์แตกต่างจากเดิมอย่างไร แล้วในยุทธศาสตร์ที่แตกต่างออกไปจะต้องอาศัยองค์กรแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้หรือเปล่า แล้วองค์กรลักษณะนี้ทำงานได้จริงหรือเปล่าตามเงื่อนไขที่พูดกันอยู่ ฉะนั้น การมีองค์กรอย่างนี้ขึ้นมาในโครงสร้างแบบเก่าโดยที่ยุทธศาสตร์ยังไม่เปลี่ยนก็คงจะมีปัญหา แม้ว่าองค์กรนี้จะเป็นอิสระขึ้นก็ตาม”
นักวิชาการท่านนี้ยังบอกด้วยว่า องค์กรใหม่ที่ตั้งขึ้นบอกว่าพลเรือนจะเป็นผู้นำ แต่พลเรือนจะเป็นผู้นำแล้วยุทธศาสตร์ของประเทศในการจัดการปัญหาคืออะไร
เราเข้าใจมันดีแล้วแค่ไหน รวมทั้งอะไรที่เป็นปัญหาจริงๆ ซึ่งบางอย่างพูดได้ บางอย่างพูดไม่ได้ ก็จำเป็นต้องเอาความจริงออกมา มีเอกภาพในการควบคุมสถานการณ์และควบคุมกองกำลังส่วนยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารที่ทุกฝ่ายมองว่า เป็น “สูตรสำเร็จ” ในการดับไฟใต้หนนี้ ก็ถูกนักวิชาการอดีต กอส. ตั้งคำถามไม่น้อยเหมือนกัน“การบอกว่าการเมืองนำการทหารมันหมายความว่าอย่างไร เวลาบอกว่าการเมืองนำการทหาร แต่ขณะเดียวกันมีการล้อมปราบจับกุมไปเรื่อยๆ ยังเป็นการเมืองนำการทหารอยู่หรือเปล่า นี่คือปัญหา”ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ อย่าง พล.ต.จำลอง คุณสงค์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 (ผบ.พล.ร.5) มองว่า“การจะตั้ง สบ.ชต. ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ต้องขัดแย้ง แต่ความสำคัญ คือ ตั้งมาแล้วจะให้ทำหน้าที่อะไร ก็แค่แจ้งให้ทหารเราทราบ ถ้าตรงไหนซ้ำซ้อนกันก็ต้องถามท่านนายกฯ ว่า งานนี้จะเอาอย่างไรและตัดสินใจให้ชัดเจน”การที่รัฐบาลจะตั้งองค์กรใหม่หรือสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สบ.ชต.) หรือจะเรียกว่าศูนย์บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.ชต.) ก็ตามถามว่าตรงนี้...มันจะมีข้อขัดแย้งกับทหารหรือไม่??“ผมคิดว่าเราต้องกำหนดภาระหน้าที่ออกมาให้ชัดเจนก็แค่นั้นเอง ทหารสาย กอ.รมน. จะต้องมีแผนงานรองรับ และท่านนายกฯ นั่นแหละจะเป็นคนอนุมัติว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้หรือไม่”มุมมองต่างๆ เหล่านี้น่าจะสะท้อนให้รัฐบาลนำกลับไปใช้ปรับปรุงการทำงานได้บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อให้แนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้มาถูกทาง(จริงๆ)อย่างที่ตั้งใจ ■
เนื่องจากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน บางกอกทูเดย์ ขอปิดระบบให้แสดงความคิดเห็นชั่วคราว