จับเป็นไม่ได้จับตาย(ดีไหม)
ไม่ใช่เวลา “อะลุ่มอล่วย” ให้มารสังคม..เพราะถ้ามันคิดได้มันคงไม่คิดขายยาเสพติด..ยาอี เฮโรอีน เน้นตลาดยุโรปแต่ ยาบ้า แม่_เอ๊ย!! มันขนมาขายในบ้านเรา เป็นหน้าเป็นตาหาซื้อได้ง่ายไม่ต่างกับขนมนมเนยแถมคนไทยยังริ “ต่อมือ-ต่อตีน” เป็นพ่อค้าแม่ขายรายย่อย“ยาบ้า” เลยกระจายไปทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในเมือง..ประหลาด!! แม้กระทั่งใน “คุก” ยังมีขาย..“เชือดไก่ให้ลิงดู” เรียกให้โหดร้ายก็คือ “ฆ่าตัดตอน-ถอนรากเหง้า”ด้านหนึ่งได้ผลอย่างยิ่ง “ยอดยาบ้าหดวูบ พวกรายย่อยหัวหด”ที่สำคัญ คือ ครอบครัวที่มีลูกติดยางอมแงม เหมือนตายแล้วเกิดใหม่...แต่อย่างไรเสีย อีกด้าน ผลลบ ก็กองเป็นภูเขา บางรายตายโดยไม่ผิดหรือตายฟรีก็มีเยอะ ซ้ำร้ายกว่านั้นมีรายการจงใจ มั่วฆ่าแล้วอ้างว่าคนตายเกี่ยวข้องกับยาเสพติดกำจัดศัตรูส่วนตัวก็มี รับใบสั่งจากกลุ่มอิทธิพลการเมืองก็มี ไปจนถึงหักหลังปิดปากกันเองเอากันให้มั่ว!! กลายเป็นว่า “สงครามยาเสพติดยุคแม้ว”เป็นเรื่องร้ายที่สังคมไทยรับไม่ได้กระทั่ง รูดม่าน “ปิดบทบาท” อำนาจแม้วบนบัลลังก์“นายกรัฐมนตรี”
เข้าสู่ “อุ้งมือ” การบริหาร แบบชั่วคราว ของ “รัฐบาลทหาร”ครั้งนั้นมีการรื้อฟื้นคดีฆ่าตัดตอนยาเสพติดมาสอบสวนโดยตั้งข้อสงสัยว่า นโยบายให้ใช้ความรุนแรงนั้น นำมาสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างป่าเถื่อนสรุปเนื้อหาหลัก คือ ตามจับผิดการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเวลานั้นกลายเป็นโอกาสทองของนักค้ายาในการสร้างโครงข่ายส่ง “ยาบ้า” กันทุกพื้นที่อีกครั้งหลังถูกตัดสายส่งทุกพื้นที่ บางรายยอมวางมือหันมาจับอาชีพสุจริตเลี้ยงชีพประชาชนที่ได้รับอานิสงส์จากการล้างบางยาเสพติด “ยุคแม้ว” ถึงกับด่าเปิงว่า รัฐบาลไม่ทำงาน มัวแต่จับผิด ปล่อยให้ยาบ้าคืนชีพการเจริญเติบโตของเครือข่าย“ค้ายาบ้า” เป็นไปอย่างรวดเร็วแถมแข็งแรงอีกด้วยพล.ต.ท.กฤษณะ ผลอนันต์เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ยาเสพติดในภาพรวม ว่า แม้จะมีความรุนแรงน้อยกว่าช่วงก่อนประกาศสงครามกับยาเสพติด แต่จากสถิติการจับกุมคดียาเสพติด ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) รวบรวมตั้งแต่ปี 2548-2551 การจับกุมคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 72,595 คดี เป็น 84,266 คดี และเพิ่มอีกเป็น107,454 คดี และ 121,135 คดี ตามลำดับสำหรับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้กลับอยู่ในช่วงเยาวชนถึงบุคคลเริ่มต้นวัยทำงาน อายุระหว่าง 15-24 ปี ร้อยละ 37.1 รองลงมาเป็นอายุ 25-29 ร้อยละ 23.9 ส่วนยานรกที่ยังได้รับความนิยมคือ ยาบ้า ยังคงเป็นตัวยาสำคัญหลักที่มีการค้ามากที่สุดสามารถยึดของกลางได้ 21.7 ล้านเม็ด รองลงมาเป็นกัญชา21,041.8 กิโลกรัม และสารระเหย 145.2 กิโลกรัม
นอกจากนี้ ยังพบว่ายาในกลุ่ม Club Drugs มีแนวโน้มที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจาก กลุ่มนักค้ารายเก่าที่เป็นรายสำคัญที่เคยยุติบทบาทหรือหลบหนีการกวาดล้างจับกุมไปในช่วงการประกาศสงครามกับยาเสพติดเริ่มกลับเข้ามามีบทบาทเคลื่อนไหวทำการค้ามากขึ้น กลุ่มนักค้ารายใหม่ ซึ่งเดิมเป็นผู้เสพที่อาศัยอยู่ในชุมชน ผันตัวเองมาเป็นนักค้ารายย่อย แทนนักค้ารายย่อยเดิมที่ถูกกวาดล้างจับกุมไปสถิติบ่งชี้ความแข็งแรงของเส้นทางส่งยาบ้าจาก ว้าแดง สู่ กลางเมืองวันนี้ไม่มีเหตุการณ์ เชือดไก่ให้ลิงดูไม่มีมาตรการ เขย่าขวัญให้หัวหดมีแต่มาตรการล้อมรั้วที่เน้น สร้างจิตสำนึกขณะที่รัฐบาลกำลังสร้างจิตสำนึกซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีในการแก้ปัญหาระยะยาวที่ดี แต่ในขณะที่การขนส่งยาบ้าทะลักเข้าเมืองเราจนหาซื้อเสพได้เหมือนขนมคงไม่เหมาะ ถ้ามัวแต่จะสร้างจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวรัฐบาลอย่าลืมจำแนกแยกแยะ ว่า สิทธิมนุษยชนและผู้บริสุทธิ์ กลุ่มไหนควรได้รับการป้องกันอย่างไร?รัฐบาลอย่าลืม ยาบ้าไม่ได้มีฤทธิ์ทำลายประสาทผู้เสพเท่านั้น แต่มันสั่นคลอนสังคมไทยหนักหน่วงแค่ไหน?จำได้ไหม? ก่อนประกาศสงครามยาเสพติดยุคแม้ว..ครอบครัวไทยเสีย “ลูกหลาน” ให้พวกบ้ายาขาดสติไปกี่ศพ? มี “พ่อแม่” ตกเป็นเหยื่อของลูกที่ประสาทหลอนไปเท่าไหร่?การเชือดไก่ให้ลิงดู หรือมาตรการถอนรากถอนโคนพ่อค้ายาบ้าให้ “เด็ดขาด” มีความจำเป็นมิใช่หรือ? ในยุค“ยาบ้าคืนชีพ” เยาวชนกำลังจะเป็นซากศพเดินได้วัฒนธรรมไทยต้องไร้ความโหดร้าย ประชาชนเข้าใจถ้าการ “จับตาย” อยู่บนฐาน “คุณธรรม” และความจำเป็นเหมือน โรบินฮู้ดปล้นคนรวยช่วยคนจนยังไงล่ะ??รัฐบาลทำได้ ถ้าแยกแยะ จำแนกการปราบปรามให้ถูกวิธีนำยุทธศาสตร์เดิมของ “ยุคแม้ว” มาเป็นบทเรียน เพราะต้องยอมรับว่า “การปราบของยุคแม้ว” มันได้ “ผล”ไม่ได้เชียร์ ไม่ได้สตางค์จากแม้วสักบาท ขอบอกเหตุที่เขียนเพราะเห็นว่าการสร้าง “จิตสำนึก” มันโคตะระช้าถ้าจะลดจำนวนคนค้ากับคนเสพ ■
เนื่องจากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน บางกอกทูเดย์ ขอปิดระบบให้แสดงความคิดเห็นชั่วคราว