หมอกควัน และ “ความรัก”
มันไม่น่าจะเกี่ยวกันเลยนะครับ จู่ๆ ก็เอาคำสองคำมาเคียงกัน เหมือนปรากฎการณ์ “ดาวเคียงเดือน” ที่หยิบยก หมอกควัน และ ความรัก เอามาพูดกันในวันนี้ ก็เพราะยังเห็นว่า บรรยากาศหมอกควันจากการเผาป่าถางที่ทำกินของราษฎรในจังหวัดภาคเหนือดูเหมือนจะยังไม่ลดน้อยถอยลง ล่าสุดได้ข่าวว่าที่อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายก็ยังคงมีให้เห็นให้ได้แสบนัยน์ตากันพอสมควร
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ “ความรักเล่าครับ” ผมเชื่อว่าต้องมีคนถามแน่นอน เพราะมีเพลงเก่าสมัยผมยังวัยใสๆ อยู่เพลงหนึ่งประวัติความเป็นมาของเพลง Smoke gets in your eyes ไม่ยาวมาก แต่ต้นตำรับจริงๆ ไม่ใช่ The Platters กลุ่มนักร้องผิวดำในแนว R and B (Rhythm and Blues) หรือบางทีชอบออกเสียง Doo Wop คลอไปกับเพลง คงพอเดาได้ว่านักร้องแนวนี้มักมีสร้อยเสียงเวลาร้องเพลงไปด้วย ใช้เสียงตัวเองคลอเพลงเป็นทำนองออกเสียงคล้ายๆ “ดูวับ ดูวับ” ไปในบางเวลา คือ เพลงนี้มีคนร้องเพลงนี้มาตั้งแต่ ประมาณปี ๑๙๓๓ โน่นครับ ในละครโอเปรา ชื่อ Roberta แต่เดอะแพลทเตอร์เอามาร้องโด่งดังในอัลบั้มของตัวเองด้วยสุ้มเสียงทำนองการประสานขับร้องที่หวานซึ้งและชัดถ้อยชัดคำไม่อมพะนำร้องอยู่ในคอเหมือนเพลงในแนว ballads ยุคก่อนเก่า ต่อมาภาพยนตร์เพลงของฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง ตั้งแต่ยุคแรกกระทั่งยุคหลังๆ ก็นำเอาเพลง smoke gets in your eyes มาเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์แนวรักๆ ใคร่ๆ เช่น หนังเรื่อง Always ของ สตีเวน สปิลเบอร์ก เป็นต้น
เพื่อให้เข้าใจว่า หมอกควัน มาเกี่ยวพันกับความรัก ได้อย่างไร จำเป็นต้องอธิบายถึงท่อนร้องบางช่วงของเพลงที่ด้วยความหมายจริงๆ เชื่อว่า ผู้ร้องหรือผู้แต่งคงต้องการ “สื่อ” ความรู้สึกขื่นขมกับคนรักแทนที่จะพูดถึง “ความรัก” แบบตรงๆ ก็ไปเปรียบเอาความรัก เหมือน หมอกควัน คงนึกภาพออกนะครับ เวลาความรักหวานแหวว เขาจะนึกถึง “ไฟที่ลุกโชน” ในเพลงก็พูดไว้อย่างนั้นจริงๆ ครับ แต่เมื่อความรักมันเริ่มถอยๆ ไป ก็เหมือนไฟที่เปลี่ยนเป็นหมอกควัน แต่คนมองโลกในแง่ดี อาจเถียงว่า “ที่ไหนมีควัน ที่นั่นย่อมมีไฟ” ดังภาษิตฝรั่งที่ว่า “where’s there is fire, there’s smoke” เหมือนกรณีหมอกควันทางเหนือของประเทศไทยในขณะนี้ที่มีทั้งคนในพื้นที่เผาฟืนเผาป่าถางที่ และเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านช่วยกันสุมไฟทำให้ภาวะหมอกควันซึ่งไม่เกี่ยวกับ “ความรัก” ด้านนี้ค่อนข้างยาวนานกว่าปกติ
มาคุยกันต่ออีกนิดนะครับ เพราะด้วยเหตุที่คนแต่งเพลงเขามองว่า “ควันไฟ” มาหลัง “ไฟ” นี่เอง ทำให้ เขาเปรียบเปรยเวลาเห็นคนรักของเขาร้างลาไป ก็เหมือนไฟที่เปลี่ยนเป็น “หมอกควัน” เข้าไปนัยน์ตาของเขา เหมือนเขากำลังโอดครวญสะอึกสะอื้นด้วยความเสียดายประมาณนั้น นี่คือ เหตุผลที่พยายามอย่างยิ่งครับในการเชื่อมโยงให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า อะไรในโลกนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน ฝรั่งเขามักพูดว่า on the eyes of the beholder คือ จะถูกผิด ชอบ รัก หลงใหล ก็นานาจิตตังครับ