Skip to Content

หลักธรรมกับการตรวจสอบ (ตอนจบ)

คำว่า “บารมี” ในหลักธรรมที่ศึกษามามีอยู่ 10 อย่างซึ่งมักเรียกกันง่ายๆ ว่า บารมีทั้ง 10 หรือทศบารมี...ประกอบด้วยทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา พิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตาและอุเบกขาบารมีทั้ง 10 เป็นการบำเพ็ญปฏิบัติที่ทำให้เข้าถึงหลักของธรรมมีรายละเอียดพอสมควร แต่ที่จะนำมาเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบในบทความนี้ คงนำมาเฉพาะเรื่องทานบารมีเท่านั้นในเรื่องทานบารมียังมีหลักธรรมที่อธิบายต่อไปว่า...มี 3 ชนิดคือ อามิสทาน ธรรมทาน และ อภัยทานในการบำเพ็ญบารมี...จึงมีอรรถาธิบายไว้ต่อว่า“อามิสทาน” หมายถึง...การให้ทานเป็นสิ่งของเพื่อปัดเป่าความทุกข์ร้อนทางร่างกาย“ธรรมทาน” หมายถึง...การให้ทานเป็นหลักธรรมข้อคิด

เพื่อเป่าความทุกข์ร้อนทางจิตใจและ “อภัยทาน” หมายถึง...การให้อภัยโดยไม่ผูกใจอาฆาตพยาบาทหรือไม่จองเวรการตรวจสอบที่ปรากฏในสังคมไทยทุกวันนี้...มักขาดเรื่องการให้อภัยกันตามหลักของอภัยทานแต่กลับมีการตรวจสอบแบบผูกโกรธหรืออาฆาตมาดร้ายต่อกัน และอาจมีการจองเวรต่อกันตามมา ภายหลังการตรวจสอบยุติแล้วผมรู้สึกได้อย่างนี้เพราะว่า...ประชาชนในสังคมไทยทุกวันนี้บางกลุ่มมีการตรวจสอบแบบกล่าวหากันไปก่อนเชื่อโดยไม่มีการพิจารณาให้ถ่องแท้ และมีการตัดสินความผิดตามข้อกล่าวหาเกินเลยกว่าข้อมูลที่มีอยู่จนทำให้การตรวจสอบเกิดขึ้นตามความรู้สึกมากกว่าตามเหตุและผลมีการเรียกร้องแบบให้ถูกใจมากกว่าที่จะแสวงหาความถูกต้องเมื่อไม่ได้ตามที่ใจต้องการ ก็จะนำมวลชนเข้ามากดดันกระบวนการตรวจสอบบ้านเมืองย่อมวุ่นวายตามมา ขาดความสงบสุข กระทบต่อ ความเชื่อมั่นในการดำรงชีพและกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะการใช้ความรู้สึกไปตัดสินในระบบของพรรคการเมืองและนักการเมืองถ้าคนในสังคมตรวจสอบกันโดยไม่ยึดหลักกฎหมายอย่างเป็นธรรม มีการใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ มีการมุ่งร้ายเกินเลยไปกว่าสิ่งที่ควรเป็นสังคมย่อมเข้าสู่ความแตกแยก ไม่มีใครยอมใคร ไม่รู้จักความสามัคคี หรือให้อภัยกันตามสมควรตัวอย่างการตรวจสอบบางเรื่องที่ปรากฏขึ้นในสังคมไทย ก่อให้เกิดคำถามจากพี่น้องประชาชนค่อนข้างมากว่า...มีการเลือกปฏิบัติ

มีการใช้กฎหมายแบบ 2 มาตรฐานหรือบ้างก็พูดเลยไปถึงว่า มีการใช้กฎหมายแบบเฉพาะเจาะจงเกินไปประชาชนได้แสดงออกให้เห็นแล้วว่า...เข้าใจระบบความยุติธรรมดีพอ และเมื่อมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้มีการดำเนินการแบบเฉพาะกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งประชาชนที่รักความยุติธรรมย่อมไม่ปรารถนา!การตรวจสอบจึงต้องยึดหลักการของกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันและคนที่ใช้กฎหมายก็ต้องไม่เลือกปฏิบัติกับคนใดคนหนึ่งเท่านั้นเพราะถ้ามีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้น ระบบความยุติธรรมย่อมสูญเสียไปผมนำหลักการตรวจสอบแบบยึดหลักการของความยุติธรรมไว้เป็นที่ตั้ง และจะไม่ตรวจสอบใครโดยอาศัยความรู้สึกมาเป็นเกณฑ์หรือตรวจสอบเพราะมีใครมาจ้างวานด้วยอามิสใดๆทั้งไม่นำเรื่องที่ตรวจพบไปแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองในลักษณะตีกินหรือหาประโยชน์ใดๆ เป็นอันขาดแต่จะทำการตรวจสอบโดยหลักของกฎหมายและหลักธรรมไปพร้อมๆ กันเรื่องที่เคยตรวจสอบมา...มีทั้งที่เป็นไปตามคำร้องและไม่เป็นไปตามคำร้อง แต่ผมก็มิได้มีอารมณ์ความรู้สึกดีใจหรือเสียใจอีกทั้งทำไปเพื่อดำรงไว้ซึ่งกฎกติกาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้นกรณีที่เคยตรวจสอบอดีตนายกรัฐมนตรี “นายสมัคร สุนทรเวช”ก็เป็นลักษณะตามที่กล่าวมา คือ ตรวจสอบเพราะมีความเห็นที่แตกต่างกันในข้อกฎหมายที่ห้ามนายกรัฐมนตรีไปกระทำการอันเป็นประโยชน์ต่อเอกชนอันขัดต่อประโยชน์ส่วนรวมซึ่งเรื่องนี้ อดีตนายกฯ สมัคร ก็มีความเห็นของท่านว่า สามารถไปเป็นพิธีกรทำอาหารในรายการ ชิมไปบ่นไปและรายการอื่นได้

ดังที่เคยทำก่อนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีและอดีตนายกฯ สมัคร ยังแสดงความเห็นว่า การเป็นพิธีกรในรายการทำอาหารนั้น ไม่ขัดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 267แต่อย่างใด และได้มีการหารือกับที่ปรึกษากฎหมายมาก่อนแล้วแต่สำหรับผม...เมื่อทราบการกระทำของ อดีตนายกฯ สมัครก็มีความเห็นต่างในประเด็นข้อกฎหมาย และเห็นในเบื้องต้นว่า...การมีข้อเท็จจริงในเรื่องที่นายกฯ สมัคร ไปเป็นพิธีกรนั้นจะขัดต่อหลักเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญผมก็ทำหน้าที่ของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิไว้ คือสามารถร้องขอให้มีการตรวจสอบนักการเมืองได้ ถ้าเห็นว่า...อาจมีการกระทำที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยในการร้องขอให้ตรวจสอบนั้น มิได้มีเจตนาอาฆาตมาดร้ายแต่อย่างใด หรือมีเหตุโกรธเคืองนายกฯ สมัคร มาก่อนเป็นเพียงการร้องตามที่เห็นข้อกฎหมายไม่เหมือนกัน จึงต้องร้องเพื่อให้คนกลางมาวินิจฉัยคนกลางที่มีอยู่ตามกฎหมาย หมายถึง คณะกรรมการการเลือกตั้งหนึ่ง และศาลรัฐธรรมนูญอีกหนึ่ง ซึ่งผลของการตรวจสอบหรือวินิจฉัยเรื่องนี้ก็ออกมาแล้วพี่น้องประชาชนคงทราบกันทั่วไปที่นำเรื่องนี้มาเขียน ก็เพราะจะนำหลักการตรวจสอบไปเทียบกับหลักธรรมที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะคำว่า “อภัยทาน”ทั้งนี้ เนื่องจากมีประชาชนบางกลุ่มไปแสดงความผูกโกรธต่ออดีตนายกฯ สมัครการแสดงอาการหรืออารมณ์ของบางคน มีทั้งที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ และการไปกล่าววาจาต่อหน้าอดีตนายกฯ ท่านนี้

โดยเฉพาะภายหลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วในคราวที่ท่านกำลังไม่สบาย จะไปรักษาพยาบาลในต่างประเทศผมนึกถึงการแสดงออกของกลุ่มคนเหล่านี้แล้วก็มองว่า...ทำไมคนไทยด้วยกันจึงมีความโกรธแค้นกันได้ถึงขนาดนี้ทำไมไม่มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน และอะไรเป็นสาเหตุให้คนบางคนทำสิ่งเหล่านี้ไปในบางช่วงบางเวลาถ้าตามหลักธรรมแล้วก็ต้องนึกถึงคำว่า การรู้จักให้อภัยซึ่งพี่น้องชาวไทยบางคนคงขาดพร่องไป...จึงมีการแสดงออกซึ่งอารมณ์ผูกโกรธ เพื่อให้ผู้อื่นที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน ได้ยกย่องการกระทำหรือความประพฤติอย่างนั้นหรือการรู้รักสามัคคีขาดหายไปจากใจของคนไทยเราหรือไม่??พี่น้องทั้งหลายลองตรึกลองตรองกันดู ผมเองคงมิบังอาจกล่าวอะไรไปมากกว่านี้ แต่ส่วนตัวแล้ว การตรวจสอบที่ทำมาของผม มิได้มีความรู้สึกชอบหรือชังเข้ามาเกี่ยวข้องเลยเป็นเพียงการทำหน้าที่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเมื่อกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ได้พิจารณาวินิจฉัยสิ่งใดออกมาแล้ว ผมก็จะยอมรับไปตามนั้นนี่จึงนับเป็นหลักการแห่งความยุติธรรมที่สังคมควรยึดถือในระหว่างการตรวจสอบ...แม้จะมีการถกเถียงกันบ้างตามความเห็นของแต่ละฝ่ายแต่เมื่อมีการสิ้นสุดในกระบวนการพิจารณาโดยชอบแล้ว ก็ต้องถือว่ายุติต้องยอมรับ และต้องไม่มีอารมณ์ดีใจหรือเสียใจตามมาบทความวันนี้จึงขอเขียนให้ทราบถึงความในใจที่ผมถือปฏิบัติทั้งในตัวบทกฎหมายและในหลักการแห่งธรรม และหวังว่าพี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจ และมีการนำไปเป็นแนวปฏิบัติได้บ้าง...ไม่มากก็น้อยและขอจบตอนหลักธรรมกับการตรวจสอบไว้เพียงแค่นี้ เพราะมีผู้อ่านบางคนบอกว่า...อ่านแล้วรู้สึกว่าผู้อ่านเองก็ขาดหลักธรรมไปบ้างเหมือนกัน จึงขอเขียนไว้เพียงเท่านี้และโปรดติดตามตอนใหม่ในหัวข้อ “ขอทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” ■

(โปรดติดตามตอนต่อไป)