Skip to Content

วันที่ไม่มีวันหวนกลับ

ฝ่ายอำมาตย์เคยคิดกันบ้างหรือไม่..ประเทศนี้จะเป็นอย่างไร..หากไม่มีปฏิวัติ 19 กันยายน 2549
คำตอบแรกก็คือ..ประเทศนี้จะไม่มี “คนเสื้อแดง” ให้เป็นหอกข้างแคร่..อาจจะมีแต่ “คนเสื้อเหลือง” ที่จำกัดการต่อสู้ไว้แค่การโจมตีนักการเมืองที่ฉ้อฉ้ลปล้นงบประมาณแผ่นดิน
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อาจจะเป็นดาราใหญ่ในสภาโจ๊ก..มีคนคอยตามคอยดูมากมาย..แต่ไม่ใช่..นักปลุกระดมที่สามารถเรียกคนเป็นหมื่นเป็นแสนได้ในชั่วข้ามคืน
จตุพร พรหมพันธุ์..อาจจะเป็นผู้แทนตัวเล็กของพรรคเพื่อไทยที่สอบตกครั้งแล้วครั้งเล่าในแผ่นดินเกิดสุราษฏร์ธานี..ไม่ใช่คู่กัดที่สมน้ำสมเนื้อกับขุนพลทุกหน้าของพรรคประชาธิปัตย์..และกระบี่สำคัญของขบวนการ “คนเสื้อแดง” ที่เป็นตัวตายตัวแทนได้ดิบดีกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
“คนเสื้อแดง” ที่ทำปรากฏการณ์หนุนพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ขึ้นมาครอบครองคะแนนเสียงอย่างแน่นหนาในภาพที่มีประชาชนมากที่สุดในประเทศไทย..ภาคเหนือรวมทั้งบางส่วนของกรุงเทพ และแน่นหนาในเขตปริมณฑล
วันนี้..เสื้อเหลือง จะเป็นพลังมวลชนหนึ่งเดียวที่มีอำนาจครอบครองผิวถนน..เคียงคู่คลอเคียงกันไปกับกลุ่มสตรีผู้สูงศักดิ์..ที่มักจะปรากฏตัวออกมาเป็นข่าวในหน้าสื่อและยืนอยู่ในมุมตรงกันข้ามกับครอบครัวดามาพงษ์กับชินวัตร..
กองทัพที่อยู่ห่างจากการปฏิวัติมาแล้วครบ 20 ปี..ยังจะเป็นขวัญใจของประชาชน..เป็นผู้ทรงพลังอำนาจสูงสุดในทางการเมือง..เพราะมือยังไม่เปื้อนโลหิตจากการสังหารประชาชนหลายครั้งหลายคราตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์..
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...ประเทศจะไม่เป็นอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในวันนี้..แน่นอนที่สุดมันต้องดีกว่าในวันนี้หรือเลวน้อยกว่าวันเวลาที่ล่วงมา..อย่างน้อยกรุงเทพก็ไม่ถูกเผาและคนร่วมร้อยก็ยังมีชีวิตอยู่..และอีกสองพันคนก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ
เศรษฐกิจของประเทศจะเฟื่องฟูไปมากมาย..ไม่อยู่ในสภาพหาเช้ากินค่ำ..มีเงินแต่ไม่กล้าใช้ไม่กล้าลงทุนอยู่แบบนี้
และที่แน่นอนยิ่งกว่าสิ่งใดๆ หากไม่มีการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ประเทศนี้ก็จะยังมีพรรคไทยรักไทย..ที่ไม่ใหญ่ไม่โตไปกว่าพรรคประชาธิปัตย์..และล้มลุกคลุกคลานอยู่กับประชาธิปไตยสามานย์..ไม่มี ทักษิณ ชินวัตร..บนถนนการเมือง..ฯลฯ