ประโยคปริศนาของตุลาการ
จนถึงวันนี้ยังมีคนข้องใจสงสัยกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งว่า “ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับควรทำประชามติก่อน” และตุลาการบางท่านได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่วินิจฉัยเช่นนี้ก็เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เหมือนกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550
สิ่งที่เป็นคำถามก็คือ
1.คำว่า”ควรทำ”เป็นคำแนะนำหรือคำสั่งกันแน่ เพราะแม้จะมีตุลาการบางท่านยืนยันว่าไม่ใช่คำสั่ง จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ตุลาการอีกท่านหนึ่งกลับเตือนสติว่า ถ้าทำตามที่ศาลแนะนำปัญหาจะหมดไป แต่ถ้าหากไม่ทำก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกันเอง
ตรงนี้เองที่ทำให้มึนงงกันว่า”แล้วปัญหาที่จะเกิดขึ้นมันคือปัญหาอะไร”
ไม่มีตุลาการคนไหนระบุออกมาคำตอบคืออะไร แต่คนทั่วไปเขาเชื่อกันว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือการยุบพรรค การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลนส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องล้มครืนลง
คนทั่วไปเข้าใจว่าหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็คือ การวินิจฉัยว่าเรื่องใดผิดเรื่องใดถูก เท่านั้น ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นศาลแนะนำหรือชี้หนทางปฏิบัติให้แก่คู่กรณีอย่างแจ้งชัดเหมือนคราวนี้
นอกจากนี้ยังเคยมีบางคดีที่มีคนยื่นร้องให้ศาลแนะนำว่าควรปฏิบัติอย่างไร แต่ศาลบอกปัดด้วยข้ออ้างว่า ศาลไม่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ฝ่ายใดจึงยกคำร้องนั้น
นอกจากข้อสงสัยข้างต้น มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแถลงต่อสื่อมวลชนว่า ที่รับคำร้องจากผู้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาก็เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง”อาจจะ”ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองเป็นรูปแบบใหม่ รวมทั้ง”อาจจะ”เกิดผลกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง
คำว่า”อาจจะ”จึงกลายเป็นคำถามขึ้นมาว่า ทำไมตุลาการจึงคิดแต่ในด้านลบ และคำว่า”อาจจะ”ก็เป็นเพียงการคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่ตุลาการคิด แล้วใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายอัน”อาจจะ”เกิดขึ้นจากคำสั่งศาลที่ให้ชะลอการลงมติในวาระ 3