Skip to Content

คำวินิจฉัย แปลว่า?

ปลาย ก.ค. 55 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เปิดคำวินิจฉัยกลาง คดีที่ 18 – 22 / 2555 ออกมาให้สังคมและสื่อมวลชน ได้ศึกษาในรายละเอียด

หลายฝ่ายอ่านคำวินิจฉัยแล้ว ก็ฟันธงว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญควรแก้เป็นรายมาตรา จะแก้ใหม่ทั้งฉบับแบบให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือเรียกกันว่า ส.ส.ร. นั้น ไม่ได้

นักการเมือง นักกฎหมาย บางคนก็แสดงความเห็นที่ปนความเลือบแคลงสงสัยว่า ถ้ารัฐสภาเดินหน้าโหวตวาระที่สาม รัฐบาลจะมีปัญหาตามมา และจะถึงกับโดนยุบพรรคด้วย

คิดได้อย่างนี้ ก็กลัวซิครับ จะเดินหน้าโหวตวาระที่สาม ก็ไม่กล้า จะถอนร่างก็ยังลังเล จะทำอย่างไร ก็ยังหาทางออกที่เป็นที่แน่ใจไม่ได้ สรุป ขอคิดกันหลาย ๆ รอบก่อนดีกว่า

เรื่องนี้ แต่เดิมรัฐสภาไม่ควรยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญให้อยู่เหนืออำนาจรัฐสภามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่เมื่อติดหล่มในเกมการเมืองไปแล้ว ก็ต้องแก้ไขกันต่อไป

การแก้ไข ดูเหมือนจะเดินตามคำวินิจฉัยแบบที่มีความระแวงสงสัยว่า มีอะไรซ่อนอยู่ในคำวินิจฉัยหรือไม่ ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ในมุมมองของคนสามัญทั่วไป

คำวินิจฉัยเรื่องนี้ กำหนดการพิจารณาไว้ 4 ประเด็น คือ ศาลรับเรื่องได้หรือไม่ มีการกระทำตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง หรือไม่ มีเหตุต้องยุบพรรคการเมืองหรือไม่ และต้องตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค หรือไม่

ทั้งหมดมี 29 หน้า ที่ตอนท้ายมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้อง แต่ที่เป็นส่วนของศาลนั้น เริ่มจากหน้าที่ 22 เป็นต้นไป ซึ่งจะนำมาพิจารณาและแปลความแบบสามัญชน ได้เป็นช่วง ๆ

หน้า 23 มีส่วนหนึ่งว่า “การกระทำดังกล่าวจะต้องกำลังดำเนินอยู่และยังไม่เกิดผล ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะมีคำวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำนั้นได้” แปลว่า ถ้ารัฐสภาโหวตวาระสามเสร็จแล้ว ศาลจะสั่งให้ยกเลิกการโหวตวาระสาม ไม่ได้ ใช่หรือไม่

หน้า 24 มีส่วนหนึ่งว่า “ หากปล่อยให้กระบวนการลงมติในวาระที่สามลุล่วงไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบด้วยมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ก็จะไม่สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยในทางใดได้อีก รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนแก้ไขผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวได้” ก็คงแปลความได้ว่า ถ้าการโหวตวาระสามลุล่วงแล้ว ศาลก็ไม่มีอำนาจไปบังคับ ใช่หรือไม่

หน้า 25 – 26 เกี่ยวกับประเด็นที่สอง อ่านแล้วไม่พบว่า ศาลมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างไร มีเพียงคำว่า “ก็ควรจะ...” หรือคำว่า “ก็เป็นความเหมาะสม...” แปลว่า ประเด็นนี้ไม่มีการวินิจฉัยไว้แต่อย่างใด ใช่หรือไม่

หน้า 26 ประเด็นที่สาม มีส่วนหนึ่งว่า “จะเห็นได้ว่ากระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ที่จะถือได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง อีกทั้งขั้นตอนการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เป็นรูปธรรม” แปลว่า ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร. ก็ทำได้ ใช่หรือไม่

ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีคำว่า “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” อยู่ด้วย ย่อมแปลความได้ว่า การโหวตวาระที่สาม ทำได้ เพราะถ้าไม่ได้ จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร และสอดคล้องกับความในหน้า 27 ด้วย ดังความว่า

“อย่างไรก็ตาม หากสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์แล้ว ทั้งประธานรัฐสภาและรัฐสภาก็มีอำนาจยับยั้งให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปได้”

แปลความโดยง่าย ๆ คือ ต้องมีสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และต้องมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ร. แล้ว ใช่หรือไม่

เพราะคำว่า “ประธานรัฐสภาและรัฐสภาก็มีอำนาจยับยั้งให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปได้” นั้น อยู่ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่รอการโหวตวาระที่สาม สรุปแปลว่า มาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ใช่หรือไม่