อย่าอ้างประชาชน
การที่รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีที่มาไม่ชอบด้วยประชาธิปไตยใช้ประชาชนไทยเป็นข้ออ้างในการตอบโต้ทางการทูตต่อกัมพูชาโดยให้เหตุผลว่า
“กัมพูชาต้องรับทราบถึงความรู้สึกของประชาชนไทยและพาดพิงกระบวนการภายในของเรา รัฐบาลและคนไทยได้แสดงออกบนความอดทนอดกลั้นพอสมควร”ความรู้สึกดังกล่าวเป็นความรู้สึกของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกษิต ภิรมย์ นายไพบูลย์ นิติตะวันนายสุริยะใส กตะศิลา แต่เพียงลำพังสี่ห้าคนหรืออาจจะพ่วงประชาชนเสื้อเหลืองเข้าไปด้วยไม่กี่คน ย่อมไม่ใช่ความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่แน่นอนแม้จะตอกย้ำด้วยโพลจากดุสิตและเอแบคที่รีบร้อนลุกลนสำรวจอย่างรวดเร็วและเสนอผลการสำรวจอย่างทันควันถัดจากวันเรียกทูตกลับเพียงวันเดียวซึ่งโพลจากเอแบคก็เคยผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงมาแล้วต่อการสำรวจเอ็กซิสโพลการเลือกตั้งกับช่อง 5 เมื่อไม่นานมานี้นั่นย่อมไม่ใช่ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ นอกจากความรู้สึกของคนเพียงสองคน คือ นายสุขุม เฉลยทรัพย์ กับ นายนพดล กรรณิการ์ผมคนหนึ่งล่ะที่มีความรู้สึกต่างจากพวกคุณ!ความรู้สึกของผมคือ ไม่รู้สึกว่าเขมรพาดพิงกระบวนการภายในของเรา เพราะมี คนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาในต่างประเทศโดยไม่มีรัฐบาลไหนปฏิบัติต่อประเทศนั้นๆ เยี่ยง นายอภิสิทธิ์เขมร เป็นประเทศที่เล็กกว่า ประชากรน้อยกว่า เศรษฐกิจแย่กว่าเรา ที่สำคัญถูกชนชั้นนำไทยใจแคบมองว่าต่ำต้อย อย่างนี้เรียกว่ารังแกเด็กใช่หรือไม่ถ้าอเมริกาทำแบบนี้กับเราเหมือนเขมร คุณจะกล้ามั๊ย?รัฐบาลทารก ต้องทำความเข้าใจในขั้นตอนทางการทูตและสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ลงนามที่กรุงเทพฯ เมื่อ 6 พฤษภาคม 2541 มาตรา 3 ให้แจ่มชัดว่า...กรณีคุณทักษิณเป็นคดีการเมืองหรือไม่ เพราะเงื่อนไขของสนธิสัญญาที่อยู่ภายใต้กรอบสหประชาชาตินั้น คือคดีการเมืองตามความเห็นของประเทศที่ถูกร้องขอตัวอย่างดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อญี่ปุ่นปฏิเสธคำขอของเปรู และอังกฤษปฏิเสธคำขอของรัสเซียซึ่งทั้งสองกรณี ญี่ปุ่นและอังกฤษมีความเห็นว่า...เป็นเรื่องการเมือง เหมือนความเห็นของ สมเด็จฯ ฮุน เซนหยุดปลุกลัทธิคลั่งชาติและอ้างประชาชนว่าเห็นด้วยกับท่านเสียที คุณอภิสิทธิ์ เวลาของคุณเหลือน้อยเต็มทีแล้ว!