เหตุจาก 15 ธันวา 51
15 ธันวา 51 ต้องนำมาพิจารณาเพราะเป็นวันสำคัญทางการเมืองวันหนึ่ง...โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นการให้ความเห็นชอบให้บุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนโด(ตอน 2) ยเสยี งเกนิ กงึ่ หนงึ่ ในสภาผแู้ทนราษฎร เพอื่ ใหเ้ขา้มาเปน็ นายกรฐั มนตรี (ต่อจากตอนที่แล้ว)อ่านมาตรา 20 วรรคหกแล้ว...ผมก็เข้าใจแบบคนที่เล่าเรียนมาไม่มากนัก ไม่ได้เล่าเรียนจากเมืองนอกแต่เรียนจากบ้านนอกซึ่งจะเรียกว่า...ผมไม่เคยเป็นเด็ก Oxford ก็ว่าได้แต่จะเรียกให้โก้ ก็ขอเรียกตัวเองว่า เด็ก Oxfarmก็คงโก้เหมือนกันอ่านแล้วเข้าใจทันที คือ สมาชิกพรรคการเมืองทั่วไปของทั้ง 3 พรรคนั้น ซึ่งคงมีหลายล้านคนต้องสิ้นสภาพ
ความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไปนับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบไปแต่สมาชิกพรรคการเมืองที่มีสถานภาพเป็น ส.ส.อยู่นั้น กฎหมายให้สิทธิ์ได้รับยกเว้น คือ ให้สิทธิความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองยังคงอยู่ต่อไปได้อีกไม่เกิน 60 วันหมายความว่า ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปทั้ง 3 พรรค เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 นั้น จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมต่อไปได้อีก 60 วันที่กฎหมายเขียนไว้เช่นนี้ก็คงชัดเจนแล้วว่า...ต้องการให้ ส.ส. นั้นสังกัดพรรคตลอดเวลานับจากวันที่พรรคการเมืองถูกยุบ ส.ส. ที่ยังสังกัดพรรคการเมืองเดิมอยู่ตามกฎหมาย จึงมีหน้าที่ไปหาพรรคอื่นสังกัดซึ่งจะเห็นได้ว่า มี ส.ส. บางคน
ก็ได้ปฏิบัติไปบ้างแล้วก่อนที่จะมาถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2551วันที่ 15 ธันวา 51 ต้องนำมาพิจารณาเพราะเป็นวันสำคัญทางการเมืองวันหนึ่ง...เป็นวันที่สภาผู้แทนราษฎรมีการประชุมเลือก “นายกรัฐมนตรีคนใหม่”อันเป็นไปตามบทบัญญัติหนึ่งที่รัฐธรรมนูญในปัจจุบันกำหนดไว้การเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นการให้ความเห็นชอบให้บุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนโดยเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยใช้อำนาจอธิปไตยหนึ่งที่เรียกว่า “อำนาจบริหาร”แต่การได้อำนาจบริหารนั้นก็มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ด้วยว่า...การได้อำนาจนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามวิถี
ทางตามระบอบประชาธิปไตย (รัฐธรรมนูญ มาตรา 68)ประเด็นที่ผมยังคาใจอยู่มาถึงทุกวันนี้...จึงมีเหตุมาจากวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ว่า...การเลือกนายกรัฐมนตรีในวันดังกล่าวนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? และเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหรือเปล่า?ร้องครับ! ผมเห็นเรื่องที่สงสัยเช่นนี้...ผมก็ร้องไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่ เพื่อขอให้พิจารณาว่า ส.ส. ที่เข้าไปทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อ 15 ธันวา 51 นั้น...จะกระทำใน
นามพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปได้หรือไม่เพราะในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นที่ประจักษ์มาตลอดว่า ส.ส. จะต้องนั่งตามที่ของแต่ละพรรคการเมือง และเวลาลุกขึ้นพูด จะต้องบอกว่าเป็น ส.ส. พรรคการเมืองใด จังหวัดใดแบบแบ่งเขตหรือแบบเลือกตั้งดังนั้น ในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่มีวาระประชุมสำคัญ คือ
การเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งผลก็ออกมาว่า“นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความเห็นชอบ ตามจำนวนคะแนนการโหวตเลือกจาก ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรแต่ในสภาผู้แทนราษฎรวันนั้น มี ส.ส. จากพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้ว และยังเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปรวมอยู่ด้วยใช่หรือไม่ก็ต้องตอบว่าใช่...เพราะยังคงมีหลักฐานทั้งภาพและเสียงอยู่ตามแหล่งข้อมูลโดยทั่วไปปัญหาที่ผมขบคิดมาตลอดเวลาก็คือ ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูก
ยุบไปบางคนที่ได้หาพรรคอื่นสังกัดแล้วก็คงเข้าไปทำหน้าที่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในนามของพรรคใหม่ได้แต่ ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปทั้ง 3 พรรคนั้น...โดยส่วนใหญ่ยังไม่ได้หาพรรคการเมืองอื่นสังกัดตามสิทธิใน มาตรา 20 วรรคหก ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่อย่างใดการเข้าไปประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่15 ธันวาคม 2551 จึงมีสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคพลังประชาชน และพรรคการเมืองอีก2 พรรค ที่มีสถานภาพเป็น ส.ส. รวมอยู่ด้วยในจำนวนที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างมากและตามที่รัฐธรรมนูญเองก็มีบทบัญญัติว่า...คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพัน
รัฐสภาด้วยการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีโดย ส.ส. จำนวนมากที่ยังคงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปพิจารณาแล้วน่าจะเป็นปัญหาที่ควรหาคำตอบหรือไม่ผู้อ่านลองพิจารณาดู...สำหรับผมเองก็ทำหนังสือร้องไปเพื่อแสวงหาความถูกต้องมาตลอดเวลาร่วมปีแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ควรยึดตามหลักของกฎหมายจากหน่วยใดๆ เลย