เหรียญเบญจภาคี หมายเลข ๑
ในวงการพระเครื่องจากอดีตถึงปัจจุบันทราบกันดีว่าเหรียญรูปเหมือนจำลองหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์กลั่น วัดพระญาติฯ จ.อยุธยา ถูกจัดอันดับให้เป็นเหรียญพระเกจิอาจารย์ยอดนิยมหมายเลข ๑ ในตระกูลเหรียญชุดเบญจภาคีที่ประกอบด้วย ๑.เหรียญล.พ. กลั่น วัดพระญาติฯ จ.อยุธยา ๒.เหรียญล.ป.เอี่ยม วัดหนัง กทม. ๓.เหรียญล.ป.ศุขวัดมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท ๔.เหรียญล.พ.ฉุย วัดคงคาราม จ.เพชรบุรี ๕.เหรียญ ล.พ.คง วัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม ล้วนเป็น
เหรียญราคาหลักล้าน อย่างเหรียญที่นำมาขึ้นปกฉบับนี้ เป็นที่ยอมรับว่า เป็นเหรียญที่มีสภาพความสวยคมสมบูรณ์เป็นที่สุดของวงการพระเครื่อง มีราคาซื้อขายเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของกันครั้งล่าสุดเมื่อกลางปีก่อน ในราคาสูงถึง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาท) ซึ่งเจ้าของคนใหม่อนุญาตให้นำภาพมาโชว์ แต่ไม่อนุญาตให้เผยชื่อ ผมก็ต้องทำตามสัญญาสำหรับแฟนคลับคอลัมน์นี้ ที่มีทั้งเขียนจดหมายและต่อโทรศัพท์ มาถามว่า เป็นราคาซื้อขายกันจริงหรือ ผมก็เรียน
ตอบตอกยํ้าไปทุกรายว่า “จริง” จึงมีคำถามตามมาว่า ถ้ามีเหรียญมาขายราคานี้ ผมจะซื้อไหม ผมก็ตอบไปโดยไม่ต้องคิดว่า “ไม่ซื้อ” แต่ถ้าเป็นเหรียญแท้สภาพเทียบเคียงกันได้จริง คงขายได้ในราคาหาร ๒ โดยพยายามให้เหตุผลไปว่า การซื้อขายพระเครื่องก็เหมือนการซื้อขายสินค้าทั่วไปที่ผู้ลงทุนซื้อของมาขายก็ต้องมุ่งหวังทำกำไร ดังนั้นทุกธุรกิจการค้า ย่อมต้องมีการกำหนดราคากลางไว้สำหรับ ซื้อเข้า-ขายออก ซึ่งวงการพระก็มีมาตรฐานเดียวกัน และหากท่านมี
พระดีแน่แท้ด้วยสวยเด้งดังว่า ต้องการขายด่วน ก็ต้องขายผ่านคนกลาง ซึ่งต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถตัดสินใจซื้อขายได้ด้วยตนเอง เพราะหากเกิดความผิดพลาดในการพิจารณาย่อมต้องยอมรับสภาพความเสียหายเพียงลำพัง ซึ่งด้วยความเป็นมืออาชีพ ไม่อาจไปเรียกร้องรับเงินคืนจากผู้ขายได้ ดังนั้น คนนอกวงการที่ต้องการ “ขายพระ” ย่อมต้องทำใจให้ความยุติธรรมกับ “ผู้ซื้อ” ที่ต้องรับความเสี่ยงสูงบ้าง เพราะการขายเต็มราคาของมืออาชีพ เป็นการขายที่
ต้อง “การันตี” กันตลอดชีวิตนะครับ ผิดกับคนนอกวงการที่ขายได้ก็จบ ไม่ต้องมีภาระผูกพัน ดังนั้น หากแฟนคลับนอกวงการของผม มีพระดีต้องการขาย ทำใจตั้งราคาไว้แบบหาร ๒ของราคาที่ผมบอกไว้ มีสิทธิ์ได้ใช้เงิน..เร็วขึ้นครับทีนี้มารู้จักกับที่มาที่ไปของเหรียญนี้กันบ้างดีกว่านะครับ เริ่มที่ชาติภูมิของ “หลวงพ่อกลั่น” ก่อนฤกษ์งามยามดีที่ท่านถือกำเนิด ตรงกับวันพฤหัสบดีเดือนอ้ายปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๐๐ ที่บ้านอรัญญิก ในเวลานั้นอยู่ในเขต อ.นครหลวง (ปัจจุบันขึ้นกับ
อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา) บิดาท่านชื่อ อิน มารดาชื่อ ชั้นอาชีพชาวนา มีพี่น้องรวม ๔ คนทา่ นเปน็ คนโต “อดู๊ ”เป็นชื่อแรกของท่าน แต่เมื่อเริ่มเข้าวัยหนุ่ม ท่านมีลักษณะเป็นผู้นำที่โดดเด่น ด้วยมีหน้าตาคมเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นหัวโจกในกลุ่มเพื่อน มีอุปนิสัยเป็นนักสู้ ไม่เกรงกลัวใคร แต่มีใจโอบอ้อมอารี รักพวกพ้อง บิดามารดาจึงให้ชื่อใหม่ว่า “กลั่น” และพาไปฝากเรียนหนังสือกับ พระอาจารย์ม่วง ที่วัดประดู่ทรงธรรม ผู้ได้ชื่อว่ามีวิชาความรู้
ทางธรรมชั้นสูง และมีสมาธิจิตแก่กล้าเป็นผู้สำเร็จในวิชาพุทธาคม และยังเป็นผู้สืบทอดวิชาพระกรรมฐานของสำนักวัดประดู่ แล้วท่านยังได้ไปเรียนวิชากับท่านเจ้าคุณพระวิสุทธาจารเถร(เลื่อง) เจ้าคณะเมืองอยุธยา (ผู้ได้รับเลือกให้เป็นผู้ลงตระกรุดพิชัยสงคราม ถวายพระพุทธเจ้าหลวงร.๕) นอกจากได้เรียนรู้อักขระภาษา วิชาพุทธาคมแล้ว ล.พ.กลั่น ท่านยังสนใจเรียนสรรพวิชาของชายชาตรีอีกมากมาย เช่น วิชาเชิงมวย วิชากระบี่กระบอง ซึ่งท่านได้ตระเวณสร้าง
ชื่อในการชกมวยแข่งขันมีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วเขตเมืองอยุธยา และใกล้เคียง ในด้านวิชาอาคม ซึ่งนิยมกันมากในหมู่ลูกผชู้ ายยคุ นนั้ ทา่ นกม็ งุ่ มนั่ จนทาํไดเ้หน็ ผล ทงั้ วชิ าเสกหมาก เสกใบพลูกิน เสกปูนคาดคออาพัดเหล้ากินให้หนังเหนียว ซึ่งวิชาที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านมาตั้งแต่ก่อนบวชเป็นพระสงฆ์คือ วิชา “ชาตรี” ซึ่งมีความแตกต่างจากวิชาคงกระพัน ที่เพียงแต่ทำให้หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า แต่ “วิชาชาตรี” ยังสามารถรับแรงกระแทกจากการถูกตีถูกทุบ
ขนาดรับแรงทุ่มจากก้อนหินหนักเป็นตันได้ ดังในตำรับวิชาอาคมบอกไว้ว่า เป็นวิชา “หินทุ่ม” หรือ “หินเบา” ที่มีอานุภาพทำให้มีความคงกระพันชนิด “เหนียวถึงกระดูก” ในด้านวิชากระบี่กระบองท่าน ได้ขึ้นครูเป็นศิษย์ อ.ยอด ผู้สืบทอดวิชาสายหลวงศรียศ ครูดาบมีชื่อเสียงสูงสุดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า หลวงศรียศ เป็นผู้มีวิชาสามารถล่องหนหายตัวได้ทีเดียว หลวงพ่อท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาฝึกสมาธิจิต โดยใช้ลมปราณเป็นตัว
กำหนด ที่เรียกว่า “ลมสูรย์จันทร์” ซึ่งเป็นฐานวิชา ทำให้ท่านเรียนวิชาต่างๆ ได้สำเร็จอย่างรวดเร็วเมื่ออายุครบบวช ท่านได้ทำพิธีอุปสมบทอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา ณ วัดศาลาปูน โดยมี พระญาณไตรโลก (สะอาด) เป็นพระอุปัชฌาย์ (ในเวลาต่อมาได้เป็น พระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะใหญ่ จ.อยุธยา)พระครูกุศลธรรมธาดา วัดขุนญวน และ พระอธิการชื่น วัดพระญาติ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ธฺมมโชติ” แล้วมาอยู่จำพรรษาเพื่อเรียนพระธรรมวินัยกับ
พระอาจารย์ชื่น ที่วัดพระญาติการามเมื่อถึงเวลาออกพรรษา ท่านได้ติดตามพระอาจารย์ชื่น ออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร ติดต่อกันนานหลายปี ทำให้ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพระอาจารย์ไว้จนหมดสิ้น ในเวลาต่อมา เมื่อเพระอาจารย์ท่านมรณภาพไป ท่านจึงได้รับการร้องขอจากชาวบ้านให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อท่านไม่อาจขัดเจตนาได้จึงยอมรับและทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยเมตตาธรรม และวิชาพุทธาคมของท่าน สร้างศรัทธาให้
เกิดกับสาธุชนทั้งใกล้ไกลอย่างมากกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านมีความต้องการจะบูรณะพระอุโบสถ จึงได้อนุญาตให้หลวงพ่ออั้นศิษย์เอกท่านเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างเหรียญรูปเหมือนจำลองท่าน เพื่อสมนาคุณผู้สละทรัพย์ร่วมสร้างกุศลกับท่าน โดยจัดทำเป็นเหรียญทรงเสมามีรูปท่านนั่งทำสมาธิเต็มองค์อยู่กลางเหรียญด้านหน้า ภายในเส้นซุ้มลายกนก มีอักษรไทยรอบเหรียญบอกชื่อวัด ชื่อท่าน และปีพ.ศ. ที่สร้าง ด้านหลัง เหรียญตรงกลางเป็นยันต์เฑาะว์
(สมาธิ) ซึ่งตรงกับอักษรไทยตัว “ธ” สมัยสุโขทัย ซึ่งโบราณจารย์ด้านวิชาอาคมนิยมนำมาใช้แทนคำว่า “ธรรม”เป็นสัญลักษณ์แทนพระธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐พระธรรมขันธ์ กำกับด้วยอักษรขอม ๔ ตัว อ่านว่า พุท ธะ สัง มิ ซึ่งเป็น “หัวใจยอดศีล” ที่มอี านภุ าพดา้ นคมุ้ ครองปอ้ งกนั ใหแ้ คลว้ คลาดภัยและมหานิยม เหรียญรุ่นนี้นิยมเรียกกันว่า“พิมพ์ขอเบ็ด” ด้วยตรงมุมขยักยอดอุณาโลมที่ยันต์หลังมีเส้นพิมพ์แกะพลาดออกมาเป็นเส้นโค้ง ลักษณะเป็นเส้นโค้งงอคล้ายเบ็ด
ตกปลา ทำให้เป็นที่นิยมเรียกเป็นชื่อ “พิมพ์ขอเบ็ด” ตลอดมา เพื่อให้รู้ว่าเป็นเหรียญรุ่นแรก ด้วยในเวลาต่อมา เมื่อเหรียญรุ่นแรกหมดไป คณะกรรมการวัด และหลวงพ่ออั้นจึงขออนุญาตหลวงพ่อสร้างเหรียญอีกครั้งหนึ่ง โดยมีความตั้งใจจะใช้บล็อกแม่พิมพ์เดิมจึงเดินมทางไปที่ร้าน “ฮั่งเตียเซ้ง” โดยมีพระเดชพระคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์(นิยม จันทนิล) ขณะเป็นสามเณรอยู่วัดเลียบไปด้วย เมื่อตรวจสอบแม่พิมพ์เหรียญปรากฏว่าบล็อกด้านหน้ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
ส่วนด้านหลังชำรุดเสียหาย ต้องทำพิมพ์หลังขึ้นใหม่๒ บล็อก คือ แบบหลังเสี้ยนตอง และหลังเรียบ ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จได้ให้หลวงพ่อปลุกเสกก่อนท่านมรณภาพหลายปี ปัจจุบันเหรียญทั้งสองแบบได้รับความนิยมในราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน ด้วยปรากฏในเวลาต่อมาว่ามีพุทธคุณทางคงกระพันชาตรีเป็นที่ประจักษ์ไมแ่ พเ้หรยี ญรนุ่ แรก มพี ยานเหน็ เหตกุ ารณช์ ดั เจนก็เมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ศิษย์วัดมเหยงค์ผู้หนึ่ง มีเรื่องบาดหมางกับศิษย์วัดนํ้าชาถูกยิงด้วย
ปืนลูกซองกลางลานวัด ต่อหน้าคนนับร้อย ล้มลงแล้วลุกขึ้นมาได้ โดยไม่มีกระสุนเม็ดใดแทรกผ่านเนื้อเข้าไปได้ มีเพียงสะเก็ดกระสนุ แทรกตดิ อยกู่ บั ผวิ เนอื้ กลมุ่ ใหญใ่หเ้หน็เปน็ ทรี่ ะลกึ อยมู่ าถงึ ทกุ วนั นี้โดยเจา้ ตวั บอกวา่เวลานั้นคล้องเหรียญหลังเสี้ยนตองอยู่เพียงเหรียญเดียว และทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ยังมีเรื่องราวความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ ที่แสดงให้สาธุชนประจักษ์อย่างชัดแจ้งอีกครั้งหนึ่งก็ เมื่อ ปีพ.ศ. ๒๔๕๒ ณวัดพระปฐมเจดีย์ ได้มีการจัดพิธีพุ
ทธาภิเษกโดยมี สมเด็จพระสังฆราช (เข) วัดบวรนิเวศเป็นประธานฝ่ายสงฆ์อาราธนานิมนต์พระเกจิอาจารย์จากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธีจำนวนมากกว่า ๑๐๐ รูป โดยมีการทดสอบพลังจิตพระเกจิก่อนเข้าร่วมพิธี โดยมีกติกาว่าพระเกจิองค์ใดสามารถเพ่งพลังจิต ทำให้กบใสไม้ที่ตั้งไว้ในพิธีให้เคลื่อนไหวเดินหน้าถอยหลังได้ ถือว่าสอบผ่าน ปรากฏว่าพระเกจิเกือบทุกรูปสามารถทำให้กบไสไม้เคลื่อนไหวเดินหน้าได้ แต่มีเพียง ๑๐ รูปเท่านั้น ที่สามารถส่งพลังจิตกำหนดให้กบไส
ไม้เดินหน้าถอยหลังได้ คือ ๑. หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ๒. หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ๓. หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ๔. หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ๕.หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ๖. หลวงพ่อทาวัดพะเนียงแตก ๗. หลวงพ่อทอง วัดเขากบ๘. หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ๙. หลวงปู่ยิ้มวัดหนองบัว ๑๐. หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบเรื่องนี้มีบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในหนังสือพระยุคเก่าหลายฉบับเหรยี ญหลวงพอ่ กลนั่ วดั พระญาติ รนุ่ แรก(พิมพ์ขอเบ็ด) พ.ศ. ๒๔๖๙ เป็น
เหรียญที่มีคุณสมบัติถึงพร้อมซึ่ง ชื่อเสียง เกียรติคุณขององคพ์ ระผสู้ รา้ ง อายคุ วามเกา่ ศลิ ปแบบพมิ พ์คุณวิเศษและราคาค่าความนิยม คู่ควรกับการได้รับยกย่องให้เป็นเหรียญยอดนิยมหมายเลข๑ ของวงการเหรียญรุ่นแรก พิมพ์ขอเบ็ด มีเนื้อเหรียญทเี่ลน่ หาเปน็ มาตรฐานในวงการอย ู่๔ ชนดิ คอืทองแดงผิวไฟ ทองแดงกะหลั่ยทอง เนื้อเงินเนื้อเงินหน้าทองคำ ซึ่งผมได้นำภาพพระของเซียนเหรียญคนดัง บอย ท่าพระจันทร์ มาโชว์ให้ชมกันในหน้านี้แล้วครับ
เนื่องจากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน บางกอกทูเดย์ ขอปิดระบบให้แสดงความคิดเห็นชั่วคราว