‘จน’ ได้อีก
แหม ยุคนี้ล้วงกระเป๋าจับจ่ายแต่ละที..ต้องร้องโอดโอยขอต่อราคาแม่ค้า พ่อค้ากันวุ่นวาย ราคาของมันแพง กับค่าแรงคงที่...มันก็ต้องทำกันแบบนี้แลจะบอกว่า “จน” กันถ้วนหน้าก็อาจจะผิด เพราะสถานการณ์กระเป๋าสตางค์ตึงเครียดช่วงนี้ก็ แค่รายจ่ายสูงกว่ารายได้เท่านั้นเอง…เรื่องนี้รัฐบาลก็จนปัญญาแต่ยังใจกล้าบอกว่า “ไทยรายได้ดี” บ่นตามภาษา “ชาวบ้าน” กันไปหลายบรรทัด มาว่ากันที่เรื่องมีสาระตามมาตรฐานสากลโลกประดับความรู้กันดีกว่า...การประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม จี.7 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ธนาคารโลก เปิดเผยว่า วิกฤติเศรษฐกิจปี 2552 ที่ผ่านมา ทำให้คนในประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนมีคนจนเพิ่มขึ้นอีก 53 ล้านคน ปี 2551 จากพิษราคาน้ำมันและราคาอาหารที่ทำให้คนจนมีจำนวนประมาณ 130-155 ล้านคน 2 ปีต่อจากนั้น จำนวนคนจนทั่วโลกที่มีรายได้น้อยกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน เพิ่มเป็น 1,500 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั่วโลกซึ่งมีประมาณ 6,500 ล้านคน โครงการของสหประชาชาติที่มีเป้าหมายลดจำนวนคนยากจนทั่วโลก ลดความหิวโหย ลดจำนวนแม่และเด็กที่เสียชีวิตแรกคลอด เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขให้ได้
ในปี 2558 จะไปไม่ถึง “ความสำเร็จ” “ความยากจน” (Poverty) คืออะไร มีการอธิบายไว้ว่า ความยากจน หมายถึง คนที่ไม่อาจแสวงหาความต้องการพื้นฐาน เช่น น้ำสะอาด อาหาร การแพทย์ เสื้อผ้า ที่พักอาศัย ถ้าเป็นคนไทยก็พูดว่า การขาดปัจจัยสี่ คือ อาหาร ยารักษาโรค เสื้อผ้า และที่พักอาศัยนั่นเอง ถ้าใครขาดแคลนปัจจัยสี่อย่างหนักก็ถือว่าเป็นคนยากจนข้นแค้น ถ้าใครมีสิ่งเหล่านี้หรือมีรายได้น้อยกว่าคนอื่นในสังคมเดียวกัน ก็ถือว่ายากจนธรรมดา เมื่อมีคนจนมาก
ขึ้นธนาคารโลกจึงมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนเหล่านี้โดยมีแผนการจะขอให้ประเทศพัฒนาที่ร่ำรวยแล้ว บริจาคเงินร้อยละ 0.7 ของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเข้ากองทุนเพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศยากจนทั้งหลาย ในโครงการประกันสังคม การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างงาน การสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสถาบันการเงินขนาดเล็กเพื่อให้สามารถปล่อยเงินกู้แก่คนจนได้ วิกฤติเศรษฐกิจปี 2551-2552 ที่เกิด
ขึ้นและกระจายไปทั่วโลกนั้น ส่วนหนึ่งเป็น “วิกฤติ” ก็จริง แต่ในวิกฤตินั้นยังมี “โอกาส” โอกาสที่สหประชาชาติ ธนาคารโลก ฯลฯ จะศึกษาวิกฤติเพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะมาเยือนในปี 2553 ในหลายประเทศมีความสำคัญมาก ในการที่รัฐบาลต้องพร้อมทางด้านอาหารสำหรับคนยากจน...สำหรับประเทศไทย คนจนในชนบทสามารถพึ่งพาตนเองได้ ด้วยผักริมรั้ว ปลาในน้ำ หรือหากไม่มีจริงๆ ก็ไปขอข้าวพระกินได้ แต่คนจนในเมืองนั้นจะมีปัญหามากกว่า
แต่ก็ยังมีวัดเป็นที่พึ่ง รัฐบาลทุกประเทศมีหน้าที่ในการสร้างปัจจัยพื้นฐานให้ประชาชนของตน อาทิ อาหารการกิน บริการสาธารณสุข รวมไปถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย..วันนี้ไม่อยากตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าพร้อมหรือยังกับการตั้งรับ “ความจน” เพราะตอนนี้สิ่งที่เห็นว่ารัฐบาลมีความพร้อมถึงพร้อมที่สุด คือ มาตรการป้องปราบกลุ่มเสื้อแดง
เนื่องจากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน บางกอกทูเดย์ ขอปิดระบบให้แสดงความคิดเห็นชั่วคราว