ยื้อคืนภาษี ป่วนทั้งเมือง!
ทำงานเป็นหรือไม่เป็น ไม่ได้อยู่ที่คำพูดหรือโวหาร หากแต่จะต้องอยู่ที่การกระทำดังนั้น แม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี จะเพียรพยายามพูดในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า ปลายปีนี้เศรษฐกิจไทยจะต้องดีขึ้นเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กำลังจะได้ผลแล้ว!?!แต่ภาคธุรกิจเอกชนที่ทำมาค้าขายเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รวมทั้งได้ประสบปัญหาจากมาตรการของรัฐบาลชุดนี้ด้วยตนเองยืนยันว่าไม่เชื่อทั้งคำพูด และก็ยังไม่มีความเชื่อมั่นให้เพราะล่าสุด หน่วยงานภาครัฐอย่างคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังออกมาแถลงยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกติดลบอย่างรุนแรงหนักหนาสาหัสถึง -7.1%นี่คือฝีมือของรัฐบาลใช่หรือไม่???แน่นอนว่า ตามสูตรดั้งเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมต้องพูดเอาแต่ดีเข้าตัวโยนชั่วให้คนอื่นกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ บอกทันทีเลยว่าที่เศรษฐกิจของไทยไตรมาส 1 ย่ำแย่ทรุดหนักขนาดนี้ ส่วน
หนึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมืองโยนบาปไปเรื่องของการเมืองทันทีเพราะจังหวะและเวลาให้แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะลืมไปหรืออาจจะนับวันเดือนปีไม่ถูก เพราะเหตุวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้นเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์กลางเดือนเมษายน ซึ่งไม่ใช่ช่วงระยะเวลาไตรมาส 1ที่ตัวเลขออกมาติดลบอย่างหนัก เพราะไตรมาส 1 คือ มกราคมถึงมีนาคมเท่านั้นยังไม่นับถึงเมษายนผลกระทบทางการเมืองที่มีผลต่อการติดลบของตัวเลขไตรมาส 1 ปีนี้จะต้องเป็นเหตุปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในปลายปี 2551 ต่างหากซึ่งเรื่องนี้จริงๆ ก็คือฝีมือของคนที่พรรคประชาธิปัตย์เอาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในเวลานี้นั่นแหละ ที่ร่วมขบวนการปิดสุวรรณภูมิด้วยตนเองฉะนั้น หากบอกว่าการเมืองทำให้จีดีพีของประเทศติดลบ 7.1% ในไตรมาสแรกนี้รัฐบาลจะต้องยอมรับว่าเป็นเพราะฝีมือของพวกเดียวกันนั่นแหละแต่ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องที่ว่าทำงานกันเป็นแค่ไหนรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจกันเป็นหรือไม่ ถ้าคิดว่าสามารถทำได้ทำไมตัวเลขที่แท้จริงถึงออกมาฟ้องแบบนี้หรือทำไมกอร์ปศักดิ์จึงต้องออกมา
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่า รัฐบาลเข้ามาทำงานช่วงต้นเดือนมกราคม ทำได้เพียงการล้างท่อเตรียมใช้งบประมาณกลางปี100,000 ล้านบาทเท่านั้นแล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้อุตส่าห์คุยใหญ่โตว่า ดำเนินการประชานิยม แจกเงินเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ให้กับคนกว่า8 ล้านคน รับรองว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอนนั้นวันนี้ทำไมเงียบเป็นเป่าสาก ไม่เอามาเป็นผลงานคุยโวโอ้อวดอีกว่า กระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่ๆ อย่างที่หาเสียงเอาไว้แม้แต่เงินยังชีพคนชรา แม้แต่นโยบายเรียนฟรีก็เช่นกัน วันนี้เงินยังไม่ถึงมือคนชราส่วนเรียนฟรี พ่อแม่ผู้ปกครองด่ากันเช็ดทั้งเมืองเรียนฟรีตรงไหน???ผู้ปกครองยังต้องควักจ่ายเงินกันหน้าตาซีดเซียว ทั้งแป๊ะเจี๊ยะ ทั้งค่าเล่าเรียนค่าหนังสือเรียน ค่าเสื้อผ้า จนหลายคนหมดศรัทธากับการหาเสียงทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์แต่ที่แสบสันต์ที่สุดก็คือ เรื่องของการคืนภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ซึ่งได้ยื่นเสียภาษีไปสิ้นสุดเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมาเวลานี้เสียงสะท้อนด่าตั้งแต่ กรมสรรพากรยุคที่มี วินัย วิทวัสการเวช นั่งแป้นเป็นอธิบดีไล่ขึ้นไปถึง กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และแม้แต่รัฐบาล ซึ่งหมายรวมถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ ด้วยว่ารัฐบาลเล่นอะไรอยู่ สรรพากรจึงงอแงและดึงหนี้ในการคืนภาษี จนวุ่นวายไปทั้งประเทศแบบนี้สาเหตุที่ปีนี้ประชาชนจะต้องได้เงินภาษีคืนกันมาก ก็เพราะรัฐบาลที่ทำงานเป็น ได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 ว่า เพื่อเป็นการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงได้มีการ
ใช้มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและส่งเสริมการออมของภาคครัวเรือน รวมทั้งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมโดยการปรับเพิ่มวงเงินสุทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 100,000 บาทเพิ่มเป็น 150,000 บาทปรับเพิ่มวงเงินการยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตจากเดิมที่กำหนดไว้ 50,000 บาท เป็น100,000 บาทเพิ่มการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดามารดา บุตรซึ่งเป็นคนพิการได้ 30,000 บาท เป็นต้นปรับเพิ่มวงเงินการหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จากเดิมไม่เกิน 300,000 บาทเพิ่มเป็นไม่เกิน 500,000 บาทรวมทั้งปรับเพิ่มวงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว จากเดิมไม่เกิน 300,000 บาทเพิ่มเป็นไม่เกิน 500,000 บาทด้วยเช่นกันซึ่งถือเป็นมาตรการภาษีครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2535เพราะรัฐบาลขณะนั้นมองว่า มาตรการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้และผู้ประกอบการหลายระดับ จะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้นจะทำให้รัฐมีรายได้มากกว่าที่ขาดหายไปจากการให้สิทธิ์ลดหย่อนต่างๆแม้แต่ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ในวันนั้น ยังต้องยอมรับและชมว่ามาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่ดี และจะช่วยกระตุ้น
เศรษฐกิจประเทศได้แต่ในวันนี้ ในวันที่รัฐบาลเอาเงินงบประมาณไปใช้กับนโยบายประชานิยมแล้วยังไม่เห็นผลในเรื่องการหมุนทับทวีเพิ่มขึ้นของเงิน(Multiplier Effect)ในวันที่หากประชาชนได้รับการคืนเงินภาษีตามสิทธิการลดหย่อนภาษีที่เพิ่มขึ้นตามประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ก็จะทำให้ประชาชนมีเงินกลับเข้ามาเพิ่มอำนาจซื้อให้ตนเองสามารถนำเงินภาษีที่คืนมานั้น ไปจับจ่ายใช้สอยได้ไม่แตกต่างกับมาตรการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท แต่อย่างใดเลยแต่กรมสรรพากรที่อธิบดีวินัยดูแลอยู่ภายใต้การสั่งการของขุนคลังกรณ์ กลับพยายามยื้อที่จะไม่จ่ายคืนภาษี หรือจ่ายคืนให้น้อยที่สุดโดยสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้ขอคืนภาษีรายได้ทุกคน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ไม่ว่าจะหลักร้อยบาท หลักไม่กี่พันบาท หรือหลักหมื่นบาทโดนกันถ้วนหน้าด้วยการออกเป็นหนังสือราชการกรมสรรพากรชื่อสวยหรูว่าเป็นหนังสือรายงานความคืบหน้าในการคืนภาษีรายได้แต่เนื้อหาภายในที่แท้จริง คือ การขอให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมในเรื่องที่ควรเป็นฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้วของกรมสรรพากร นั่นคือเรื่องค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต ค่าลดหย่อนในการเลี้ยงดูบิดามารดา ค่าลดหย่อนในการลงทุนในกองทุนรวม RMF และ LTFทั้งๆ ที่บางรายขอเงินคืนภาษีแค่ 100กว่าบาทเท่านั้นซึ่งในอดีตของกรมสรรพากรไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย!!!การจะเรียกขอเอกสารที่ผ่านมา จะต้องเป็นการขอคืนในวงเงินจำนวนมาก ตั้งแต่4,000–5,000 บาทขึ้นไป
แต่ครั้งนี้หลักร้อยบาทก็ยังเรียกเอกสารเพิ่มจนผู้ขอคืนภาษีบางคนบอกว่างั้นก็ทำบุญให้แ_งไปก็แล้วกันซึ่งคนที่อยู่ในแวดวงตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซื้อกองทุน RMF และ LTF ไว้ จะหงุดหงิดมากเพราะตามนโยบายของรัฐสนับสนุนเรื่องใช้เป็นกลไกในการขอลดหย่อนภาษี แต่พอมาปีนี้กลับงอแง ถามเจ้าหน้าที่สรรพากรก็อ้ำๆ อึ้งๆกันไปหมดเท่ากับเป็นการทำลายการลงทุนในกองทุนRMF และ LTF โดยตรง เลยก็ว่าได้ เพราะถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารการคลังแบบนี้ต่อไปใครจะซื้อกองทุนไปทำไม ในเมื่อพอใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีแล้วกลับไม่ได้หรือถูกยื้อดังนั้น หากรัฐบาลไม่ได้ถังแตกจริงอย่างที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนก็ควรจะต้องลงมาตรวจสอบดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับการคืนภาษีที่ยืดเยื้อเป็นคำสั่งของรัฐมนตรี หรือว่าเป็นเรื่องที่อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการเองหรือเป็นเรื่องของระดับเจ้าหน้าที่ทำเพื่อเอาใจใครถ้าแบบนั้นก็สมควรเรียกข้าราชการกรมสรรพากรมาตำหนิด่วนว่า รู้หรือไม่ว่าการคืนภาษียิ่งเร็วจะยิ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนทำให้ผู้มีรายได้มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีหรือว่าต้องใช้แบบที่โบราณสอนกันมานานโง่แล้วขยัน ต้องเอาไปฆ่าทิ้งเสียให้หมด!!! ■
เนื่องจากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน บางกอกทูเดย์ ขอปิดระบบให้แสดงความคิดเห็นชั่วคราว